วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โรคมะเร็งกล่องเสียง



โรคมะเร็งกล่องเสียง


กล่องเสียง (larynx) เป็น อวัยวะเดี่ยว อยู่ด้านหน้าของลำคอ มีหน้าที่ในการออกเสียง ช่วยการหายใจ และช่วยการกลืนอาหาร ซึ่งอวัยวะที่อยู่ติดกับกล่องเสียงทางด้านหน้า คือ ต่อมไทรอยด์ และอวัยวะที่อยู่ติดกับกล่องเสียงทางด้านหลัง คือ หลอดอาหาร ดังนั้นเมื่อเป็นมะเร็งกล่องเสียง โรคจึงลุกลามเข้าอวัยวะทั้งสองได้ง่ายเนื้อเยื่อกล่องเสียงเอง ยังแบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่ง


1. คือเนื้อเยื่อตำแหน่งอยู่เหนือสายเสียง ซึ่งมีทางเดินน้ำเหลืองมากมาย เมื่อเกิดโรคมะเร็ง โรคจึงแพร่เข้าต่อมน้ำเหลืองได้สูง


2. เนื้อเยื่อตำแหน่งสายเสียง เป็นส่วนซึ่งไม่ค่อยมีทางเดินน้ำเหลือง โรคจึงมักไม่ค่อยลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง


3. เนื้อ เยื่อตำแหน่งอยู่ใต้สายเสียงมะเร็ง โรคจะลุกลามเข้าท่อลม และเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอกได้สูง ซึ่งเป็นส่วนติดต่อกับท่อลม และมีทางเดินน้ำเหลืองติดต่อกับส่วนช่องอก ดังนั้นเมื่อเกิดโรค


โรคมะเร็งกล่องเสียง (Laryngeal cancer) สามารถ เกิดได้กับเนื้อเยื่อกล่องเสียงในทุกตำแหน่ง โดยในคนไทยพบเกิดโรคกับเนื้อเยื่อตำแหน่งเหนือสายเสียงมากที่สุด รองลงไป คือ ในเนื้อเยื่อตำแหน่งสายเสียง และในเนื้อเยื่อตำแหน่งอยู่ใต้ต่อสายเสียง ตามลำดับ


มะเร็งกล่องเสียงจัดเป็นมะเร็งพบได้บ่อยชนิดหนึ่งของคนทั่วโลก (พบได้ประมาณ 2% ของมะเร็งทั้งหมด) รวมทั้งในชายไทย ถึงแม้ยังไม่ติดหนึ่งในสิบมะเร็งพบบ่อยก็ตาม


โรคมะเร็งกล่องเสียง เป็นโรคของผู้ใหญ่ มักพบสูงขึ้นในช่วงอายุ 60-70 ปี และพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิงประมาณ 4-5 เท่า ในสหรัฐอเมริกาพบโรคนี้ได้ ประมาณ 5 รายต่อประชากร 100,000 คน (รวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ต่อปี ส่วนในประเทศไทย ช่วง พ.ศ. 2544-2546 พบโรคนี้ในผู้หญิง 0.3 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน และในผู้ชาย 2.5 รายต่อประชากรชาย 100,000 คน





ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกล่องเสียง


ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคมะเร็งกล่องเสียง แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้น ที่มีความสำคัญน้อยกว่า ได้แก่


- การดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์


- การเป็นโรคกรดไหลย้อน หรือไหลกลับ


- อาจจากขาดสารอาหารบางชนิด เพราะพบได้สูงกว่า ในคนที่ขาดการกินผัก ผลไม้


- อาจได้รับฝุ่นละอองจากสารบางชนิดเรื้อรัง เช่น ฝุ่นไม้ หรือ ฝุ่นแร่ใยหิน (asbes tos)


- อาจจากติดเชื้อไวรัสชนิด เฮชพีวี (HPV, Human Papilloma Virus) ชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุมะเร็งปากมดลูก แต่คนลสายพันธุ์ย่อย


อนึ่ง โรคมะเร็งทุกชนิด ไม่ใช่โรคติดต่อ รวมทั้งมะเร็งกล่องเสียง ไม่สามารถติดต่อได้จากทางใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการหายใจ การคลุกคลี การสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือ การสัมผัสเลือดผู้ป่วย เพียงแต่ โรคมะเร็งบางชนิดอาจถ่ายทอดได้จากทางพันธุกรรมของคนในครอบครัว


 


อาการของโรคมะเร็งกล่องเสียง


ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็งกล่องเสียง แต่เป็นอาการเหมือนมีกล่องเสียงอักเสบจากสาเหตุทั่วไป ซึ่งอาการที่


บ่อยได้แก่


- เสียงแหบ


- เจ็บคอ


- ปวดหู


- ไอมีเสมหะ อาจมีเสมหะปนเลือด


- เมื่อ ก้อนเนื้อโตมาก จะอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่ออก หายใจติดขัด หายใจลำบากเมื่อโรคลุกลาม จะคลำได้ต่อมน้ำเหลืองลำคอโต ไม่เจ็บ อาจคลำได้เพียงข้างเดียว หรือ ทั้งสองข้างของลำคอ อาจมีเพียงต่อมเดียว หรือ หลายๆ ต่อมได้พร้อมกัน


 


ระยะของโรคมะเร็งกล่องเสียง


โรค มะเร็งกล่องเสียงแบ่งเป็น 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งอื่นๆ ซึ่งในแต่ระยะยังแบ่ง ย่อยได้อีก เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา และเพื่อการศึกษาต่างๆ ดังนั้นในที่นี้ จะกล่าวถึงเฉพาะ 4 ระยะหลักเท่านั้น


ระยะที่ 1ก้อน/แผลมะเร็ง ลุกลามอยู่เฉพาะในกล่องเสียงเพียงตำแหน่งเดียว


ระยะที่ 2ก้อนมะเร็งลุกลามเข้ากล่องเสียงตั้งแต่สองตำแหน่งขึ้นไป


ระยะที่ 3ก้อน/แผลมะเร็ง ลุกลามจนสายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และ/หรือ มีต่อมน้ำเหลืองลำคอขนาดเล็กไม่เกิน 3 ซม. เพียง 1 ต่อม


ระยะ ที่ 4ก้อน/แผลมะเร็ง ลุกลามเข้าผิวหนัง และ/หรือ ต่อมไทรอยด์ และ/หรือ หลอดอาหาร และ/หรือ มีต่อมน้ำเหลืองลำคอโตหลายต่อม และ/หรือ ต่อมน้ำเหลืองลำคอขนาดโตมากกว่า 6 ซม. และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่พบบ่อย คือ เข้าสู่ปอด


 


วิธีการรักษามะเร็งกล่องเสียง


                การรักษาหลักในโรคมะเร็งมีอยู่ 3 วิธีคือ


1. การผ่าตัด


2. การฉายรังสี


3. การให้ยาเคมีบำบัด


 


การผ่าตัด


Vocal cord stripping: เป็น การผ่าตัดเอาเฉพาะเยื่อบุผิวชั้นนอกของเส้นเสียงออก ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแรกเท่านั้น ผู้ป่วยสามารถพูดได้ตามปกติหลังการผ่าตัด


การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์: อาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแรก


การตัดเส้นเสียง (Cordectomy): อาจผ่าตัดเส้นเสียงออกทั้งสองข้างซึ่งอาจทำให้เสียงแหบหลังการผ่าตัด


การผ่าตัดกล่องเสียงออกบางส่วน: ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่กล่องเสียงสามารถรักษาโดยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งร่วม กล่องเสียงออกเพียงบางส่วนได้ทำให้มีโอกาสที่จะพูดได้หลังการผ่าตัด


การผ่าตัดกล่องเสียงออกทั้งหมด: ใช้ในกรณีก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่หรือลุกลามอวัยวะข้างเคียง หลังการผ่าตัดต้องมีการเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจร่วมด้วย และจะไม่สามารถพูดได้หลังการผ่าตัด ผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดที่อาจ


พบคือ ภาวะเลือดออก การเกิดรูรั่ว การตีบตัน การสำลักอาหารเข้าสู่ปอด


การผ่าตัดคอหอย: มีทั้งการผ่าตัดออกเพียงบางส่วนหรือผ่าตัดออกทั้งหมดจะใช้ในการรักษามะเร็ง คอหอยส่วนล่าง ต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออกไปด้วย และมีการผ่าตัดตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลืนได้หลังการผ่า ตัด


การผ่าตัดตกแต่ง: อาจใช้กล้ามเนื้อและผิดหนังบริเวรหน้าอกเพื่อตกแต่งแผลผ่าตัดที่ลำคอ นอกจากนี้ยังอาจใช้เนื้อเยื่อจากอวัยวะอื่นๆ เช่น ลำไส้ แขน


การผ่าตัดเนื้อเยื่อ และต่อมน้ำเหลืองที่คอ: เนื่องจากโรคมะเร็งมักมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ จึงต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วยการผ่าตัดมากน้อยเท่าใดขึ้นกับระยะของ โรค


การเจาะคอ: ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก หรือมีการอุดตันของท่อลมผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการเจาะคอแล้วใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยระบบการหายใจ


การใส่สายให้อาหารทางหน้าท้อง: เพื่อให้ผู้ป่วยได้สารอาหารที่เพียงพอผู้ป่วยที่กลืนไม่ได้ควรเจาะผนังหน้า ท้องเพื่อใส่สายให้อาหาร และสามารถเอาสายออกได้ถ้าผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารเองทางปากได้




 


การฉายรังสี


เป็นการใช้รังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสีเอ็กซ์ มาใช้ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง


หรือทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง


การฉายรังสีจากภายนอก คือ ใช้เครื่องฉายรังสีฉายไปยังตัวมะเร็ง หรือใช้วัตถุที่อาบรังสีวางไว้ตรงก้อนมะเร็งเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง


การ ฉายรังสีจากภายนอกเป็นการรักษาหลักในมะเร็งกล่องเสียงและคอหอยส่วนล่าง ซึ่งอาจใช้รักษาแทนการผ่าตัดในก้อนมะเร็งขนาดเล็กหรือใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ เหมาะสมในการผ่าตัด นิยมใช้การฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด ปกติจะให้การรักษา 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 7 สัปดาห์


การ ฉายรังสีสามารถใช้ตามหลักการผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่ นอกจากนี้รังสียังสามารถช่วยลดอาการของผู้ป่วยได้ เช่น อาการปวดเลือดออก กลืนลำบาก อาการปวดกระดูกจากการแพร่กระจาย


ปัจจุบัน เทคนิคการฉายรังสีและเครื่องฉายรังสีมีความก้าวหน้ามาก ทำให้การฉายรังสีบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็งได้แม่นยำขึ้น และลดปริมาณรังสีต่ออวัยวะปกติข้างเคียง เช่น การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม


ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี


- เจ็บปากและคอ: ทำให้ทานอาหารลำบาก น้ำหนักลด อาการจะทุเลาลงหลังฉายรังสีครบ


- สีผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีเปลี่ยนไป


- ปากแห้ง อาจทำให้มีปัญหาฟันผุตามมาได้


- เสียงแหบ


- กลืนลำบาก


- รับรสชาติอาหารได้ลดลง


- หายใจลำบาก เนื่องจากกล่องเสียงที่บวมมากขึ้นหลังการฉายรังสี


- อ่อนเพลีย


ผล ข้างเคียงส่วนใหญ่จะหายไปหลังจากฉายรังสีครบ การฉายรังสีใกล้กับต่อมน้ำลายอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวได้ อาจทำให้เกิดน้ำลายแห่งถาวรได้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุตามมาได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการปากแห้งหลังจากการฉายรังสี ควรได้รับการดูแลสุขภาพในช่องปากเป็นอย่างดี ปัจจุบันการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม ช่วยให้ภาวะน้ำลายแห้งถาวรลดลง



การให้ยาเคมีบำบัด


อาจให้ยาผ่านทางเส้นเลือดดำหรือทางปากได้ ยาเคมีบำบัดจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางระบบไหลเวียนเลือด


ดัง นั้นการให้ยาเคมีบำบัดในโรคมะเร็งกล่องเสียงและคอหอยส่วนล่างยาจะกระจายไป ไกลกว่าบริเวณศีรษะและลำคอ ช่วยลดอาการที่เกิดจากก้อนมะเร็งขนาดที่ใหญ่เกินกว่าการฉายรังสีเพียงอย่าง เดียวจะควบคุมได้และช่วยลดการแพร่กระจายของมะเร็งผู้ป่วยโรคมะเร็งกล่อง เสียงและคอหอยส่วนล่างที่มีก้อนขนาดใหญ่


ปัจจุบัน อาจเลือกการรักษาเป็นการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีแทนการผ่าตัดได้ผล ข้างเคียงของยาเคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับชนิดของยา จำนวน ระยะเวลาในการให้ยา โดยผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น


- คลื่นไส้ อาเจียน


- เบื่ออาหาร


- ผมร่วง


- เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย


- เลือดออก หรือฟกช้ำได้ง่ายเมื่อได้รับการกระทบกระแทก เนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ


- หายใจลำบาก


- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย


อาการเหล่านี้จะทุเลาลงหลังให้ยาเคมีบำบัดครบแล้ว ถ้าอาการไม่ทุเลาลงควรรีบพบแพทย์




การให้ยาทำลายเซลล์มะเร็งแบบเจาะจง (Targeted therapy)


Targeted therapy เป็น การให้ยาที่ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของตัวรับสัญญาณ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ แต่จะไม่มีผลทำลายเม็ดเลือดหรือกดการทำงานของไขสันหลังเหมือนยาเคมีบำบัดและ สามารถใช้


รักษาร่วมกับการรักษาอื่นๆ ได้


ยา Cetuximab (Erbitux) เป็น ยาตัวแรกที่ได้รับการยอมรับมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งกล่องเสียงและคอหอยส่วน ล่าง การใช้ยาร่วมกับการฉายรังสีจะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีชีวิตที่ยืน ยาวมากขึ้น ยาไม่มีผลทำให้คลื่นไส้อาเจียน


หรือ ทำให้เม็ดเลือดต่ำเหมือนการใช้ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือผื่นคัน และที่อาจพบได้บ้าง คือ ผื่นแพ้จากการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ



การใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี


เป็น การให้ยาเคมีบำบัดพร้อมการฉายรังสีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งจะสามารถทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงกว่าการให้การรักษาเพียงอย่างเดียว มีงานวิจัยศึกษาผลการรักษาโรคมะเร็งบริเวณหู คอ และจมูก พบว่าการรักษาวิธีนี้อาจช่วยให้สามารถผ่าตัดโดยรักษากล่องเสียงไว้ได้


 

อ้างอิง


http://haamor.com/th/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87/#article101


http://www.chulacancer.net/newpage/information/Laryngeal%20and%20Hypopharyngeal/treatment.html


http://www.fudacancerthailand.com/index.php/2013-03-10-13-08-53

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก

 

โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก


โรคร้ายแรงที่น่ากลัวมากที่สุดในปัจจุบัน คือ โรคมะเร็ง แต่วันนี้เรามารู้เท่าทันโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกกัน โรคมะเร็งหลังโพรงจมูกเป็นโรคที่อยู่ในตำแหน่งซ่อนเร้น จึงทำให้ผู้ป่วยมาหาด้วยอาการของระยะแพร่กระจาย ในแต่ละปีพบผู้ป่วยทั่วโลกไม่ถึง 1 ต่อแสนคน แต่ในบางบริเวณจะพบผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้สูงอย่างเด่นชัด ได้แก่ จีนตอนใต้ แคนาดา อลาสกา ชาวเอสกิโมในกรีนแลนด์   บางส่วนของแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับในประเทศไทยพบมะเร็งหลังโพรงจมูก ในผู้หญิง 1.6 ต่อแสนคนต่อปี ในชาย 4.5 ต่อแสนคนต่อปี จัดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับเก้าสำหรับผู้ชายไทย ทั้งนี้พบอุบัติการณ์ในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงประมาณสองเท่า ส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาวถึงกลางคน ในโรงพยาบาลศิริราชตรวจพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 90 – 100 คนต่อปี

 

สาเหตุ

1. พันธุกรรม   จาก การที่พบว่าโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกมีความชุกสูงเฉพาะในบางเขตภูมิศาสตร์ เช่นในประเทศจีนตอนใต้ และส่วนอื่นๆที่ชาวจีนอพยพไป ทำให้มีการศึกษาว่าพันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้

  1. ไวรัส  เป็นที่ยอมรับกันว่าไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr virus - EBV) มี ส่วนสำคัญต่อการเกิดโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกจะมีสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสชนิดนี้ ในปริมาณที่สูงกว่าประชากรทั่วไปที่มีสุขภาพดี


3. อาหารการกิน พบว่าในมณฑลกวางตุ้งซึ่งมีอุบัติการณ์ของมะเร็งหลังโพรงจมูกในอัตราสูงนั้น ประชาชนนิยมบริโภคปลาหมักเค็มกันมากกว่าจีนส่วนอื่น

4. สิ่งแวดล้อม มีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่อาจมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ได้แก่ฝุ่นละออง ควันไฟจากการเผาไม้หรือหญ้า สารเคมีต่างๆ ตลอดจนบุหรี่

 

อาการ

1. ก้อนที่คอ เป็น อาการที่พบมากที่สุดของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกที่มาพบแพทย์ โดยก้อนที่คอนั้นอาจมีเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้

2. อาการทางจมูก เช่นมี น้ำมูกปนเลือดบ่อยครั้ง แน่นจมูกหายใจไม่ค่อยสะดวก หรือมีน้ำมูกไหลลงคอเรื้อรัง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยหลายรายอาจได้รับการรักษาแบบโพรงจมูกหรือโพรงไซนัสอักเสบ เรื้อรังมาก่อน

3. อาการทางหู ได้แก่ การได้ยินบกพร่อง มีเสียงดังในหู ปวดหู หรือมีของเหลวไหลออกจากหู ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของท่อเชื่อมหูชั้นกลาง เนื่องจากโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกกระจายตัวมาถึง

4. ระบบประสาท ได้แก่ อาการปวดศีรษะ มองเห็นภาพซ้อน ชาที่ใบหน้า ในรายที่ลุกลามมาก ผู้ป่วยก็อาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้า เวียนศีรษะ เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือสำลักได้

5. อาการของการกระจายของมะเร็งไปสู่อวัยวะอื่นๆ

 

การวินิจฉัยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก


1. โดยการซักประวัติ

2. จากการตรวจร่างกาย ใน บริเวณศีรษะและคออย่างละเอียดรวมถึงการตรวจร่างกายทั่วไปซึ่งมีความสำคัญใน การวินิจฉัยมะเร็งหลังโพรงจมูก และประเมินขอบเขตของมะเร็งที่อาจกระจายไปแล้ว ตลอดจนประเมินการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง ปัจจุบันการใช้กล้องส่องตรวจขนาดเล็กทั้งแบบแข็งหรือแบบอ่อนช่วยให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของมะเร็งได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

3. การ ตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา เป็นการให้การวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุด การตัดชิ้นเนื้อตรวจสามารถทำได้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกโดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ และอาจใช้ กล้องส่องช่วยในการตัดชิ้นเนื้อด้วยได้

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ

- การตรวจเซลล์ ผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกบางรายมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วยปัญหาต่อมน้ำเหลือง ข้างลำคอโต โดยที่แพทย์ไม่พบความผิดปกติที่บริเวณหลังโพรงจมูก การเจาะและดูด (fine needle aspiration biopsy -FNA) บริเวณต่อมน้ำเหลืองเพื่อตรวจเซลล์ สามารถช่วยในการวินิจฉัยได้

- การตรวจเลือด โดยการตรวจสารภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลินเอ( IgA antibodies) ต่อไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr virus specific antigens) โดยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกจะมีปริมาณสารภูมิต้านทาน สูงกว่าประชากรปกติ นอกจากนี้จะมีการส่งตรวจเลือด เพื่อดูความเข้มของเลือด ตรวจดูระดับการทำหน้าที่ของตับ เพื่อประเมินสภาพผู้ป่วยในการวางแผนการรักษาต่อไป

- การตรวจทางรังสีวิทยา ดังได้กล่าวแล้วว่าผู้ป่วยบางรายที่แพทย์สงสัยว่าเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูกแต่ตรวจร่างกายไม่พบก้อนเนื้อหรือแผลที่บริเวณหลังโพรงจมูก การตรวจ computed tomography (CT) และ magnetic resonance imaging (MRI) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยวินิจฉัยโรค และการตรวจทั้งสองอย่างนี้ยังสามารถบอกขอบเขตการลุกลามของตัวมะเร็งตลอดจน การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองได้เป็นอย่างดี   นอกจากนั้นการตรวจทางรังสีวิทยาอย่างอื่น ยังมีประโยชน์ในการตรวจหาว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆอีกหรือไม่ ได้แก่ การตรวจ bone scan และการตรวจอัลตราซาวด์ตับ (liver ultrasound) เป็นต้น

 

การรักษาโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก


การรักษามะเร็งหลังโพรงจมูกโดยหลักแล้วคือการใช้รังสีรักษา โดยอาจร่วมกับการให้เคมีบำบัดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะการดำเนินโรคของมะเร็ง สำหรับ การผ่าตัดนั้นไม่มีบทบาทในการรักษาโดยตรงเนื่องจากมะเร็งหลังโพรงจมูกมีขอบ เขตของรอยโรคใกล้กับอวัยวะที่สำคัญ อาทิเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เลี้ยงคอและสมอง ฐานกะโหลกศีรษะ ตลอดจนส่วนของสมองเอง อย่าง ไรก็ตามการผ่าตัดก็ยังคงมีบทบาทในการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก ในกรณีที่สามารถควบคุมตัวมะเร็งหลังโพรงจมูกได้แล้ว แต่ยังคงมีก้อนที่คออยู่ หรือในผู้ป่วยที่มีมะเร็งเกิดซ้ำหรือหลงเหลือในบริเวณที่จำกัด ก็อาจพิจารณาผ่าตัดได้ในบางราย

ถ้าขึ้นชื่อว่า “มะเร็ง” แล้ว หลายๆคนก็คงจะกลัว ไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับก้อนเนื้อร้ายของมันโรคมะเร็งไม่น่ากลัว..หากรู้จักสำรวจตัวเอง ป้องกันตัวเองเบื้องต้น เมื่อพบอาการผิดปกติ จะได้มามาพบแพทย์และทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังมีโอกาสหายได้.

 

 

เครดิต

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โรคมะเร็งช่องปาก

โรคมะเร็งช่องปาก


โรคมะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่สามารถวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มแรก และสามารถรักษาหายขาดได้ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลง แต่กลับว่าอัตรารอดชีวิต 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีเพียงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูกที่พบอัตรารอดชีวิต 5 ปีสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มะเร็งช่องปากสามารถตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้อัตรารดอชีวิตน้อยเกิดจากการพบรอยโรคช้า เนื่องจากขาดความรู้ในการสังเกตอาการตนเอง ประชาชนจึงควรพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โรคมะเร็งช่องปากคืออะไร


โรคมะเร็งช่องปากคือมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ริมฝีปาก (มักจะเกิดที่ริมฝีปากล่าง) หรือภายในช่องปาก หรือในช่องคอ หรือต่อมน้ำลายหรือต่อมทอนซิล โดยจะพบในชายมากกว่าหญิง และพบมากในคนอายู 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ถ้าตรวจพบเร็ว มะเร็งในช่องปากสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี หรือ เคมีบำบัด มะเร็งในช่องปากอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ โดยมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 5 ปี ถึง 50% สาเหตุส่วนหนึ่งของการตรวจไม่พบคือการไม่รู้ว่ามีอาการเริ่มแรก ดังนั้นการตรวจพบมะเร็งช่องปากในระยะแรกจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการรักษา

อาการของมะเร็งช่องปากมีอะไรบ้าง


คุณอาจจะไม่พบสัญญาณเตือนเริ่มแรกของมะเร็งในช่องปาก และนี่คือสาเหตุว่าทำไมเราจึงควรพบแพทย์และทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ทันตแพทย์จะสามารถตรวจวิเคราะห์สัญญาณเตือนเริ่มแรกของมะเร็งในช่องปาก อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการตรวจเป็นระยะแล้ว คุณควรจะพบทันตแพทย์ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้:

อาการเจ็บที่ริมฝีปาก เหงือก หรือภายในช่องปาก ซึ่งมีเลือดออกได้ง่าย และไม่หายขาด
ตุ่มหรือก้อนบริเวณแก้มซึ่งสามารถรู้สึกได้ด้วยลิ้น
การสูญเสียความรู้สึก หรืออาการชาในบริเวณใดก็ตามของช่องปาก
ฝ้าขาวหรือแดงที่เหงือก ลิ้น หรือภายในช่องปาก
ปัญหาในการเคี้ยวหรือกลืนอาหาร
อาการเจ็บที่ปากที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือความรู้สึกว่ามีบางอย่างติดคอโดยหาสาเหตุไม่ได้
การบวมของขากรรไกรทำให้การสบฟันผิดปกติ
เสียงเปลี่ยนไป

เราจะป้องมะเร็งช่องปากได้อย่างไร


ถ้าคุณไม่ได้สูบบุหรี่ หรือเคี้ยวใบยาสูบ ก็ไม่ควรจะเริ่ม เนื่องจากยาสูบเป็นสาเหตุหลักในการเกิดมะเร็งในช่องปากถึง 80 - 90 %**

การสูบบุหรี่ — ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการสูบบุหรี่กับมะเร็งปอดและโรคหัวใจเป็นเรื่องที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย การสูบบุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของคุณด้วย ทำให้การต่อต้านการติดเชื้อ และการฟื้นตัวหลังอุบัติเหตุและการผ่าตัดยากขึ้น ในกลุ่มเด็กวัยรุ่น การสูบบุหรี่ทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีปัญหาในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ผู้สูบบุหรี่ส่วนมากจะไม่สามารถรับรู้กลิ่นหรือรสชาติได้ดีเท่าเดิม และยังทำให้เกิดกลิ่นปากและคราบบนฟัน สุขภาพของช่องปากของคุณอยู่ในจุดเสี่ยงทุกครั้งที่จุดบุหรี่ การสูบบุหรี่ ไพพ์ หรือซิการ์ เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งที่กล่องเสียง ปาก คอ และหลอดอาหาร เนื่องจากหลาย ๆ คนไม่ได้ระวังถึงอาการเริ่มแรก มะเร็งในช่องปากจึงมักจะกระจายก่อนที่จะถูกตรวจพบ
การเคี้ยวใบยาสูบ — การเคี้ยวใบยาสูบสามารถทำให้เกิดมะเร็งในช่องปากมากกว่าถึง 50 เท่า การงดสูบบุหรี่ ซิการ์ หรือ ไพพ์ และการงดเคี้ยวใบยาสูบจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ผู้ที่หยุดจะลดโอกาสการเกิดมะเร็งในช่องปากได้อย่างมาก แม้ว่าจะผ่านการใช้ยาสูบมาเป็นเวลาหลายปีก็ตาม การดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากหรือเป็นประจำ .

มะเร็งช่องปากรักษาได้อย่างไร


หลังจากที่ตรวจพบแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญ (ศัลยแพทย์ช่องปากและทันตแพทย์) จะทำแผนการรักษาเพื่อให้เหมาะกับแต่ละผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักจะต้องมีการผ่าตัด ตามด้วยการฉายรังสี และเคมีบำบัด เป็นการดีที่จะพบทันตแพทย์ที่มีความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงที่การรักษาต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้เกิดในช่องปาก

ทุกครั้งที่คุณรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีแป้งและน้ำตาล แบคทีเรียจะสร้างกรดที่ทำลายเคลือบฟันเป็นเวลา 20 นาทีหรือนานมากนั้น เพื่อลดความเสียหายของเคลือบฟัน ควรจะลดจำนวนครั้งในการรับประทานอาหารระหว่างมื้อ และเมื่อต้องรับประทานอาหารว่าง ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น เนยแข็ง ผักสด โยเกิร์ต หรือผลไม้

ผลข้างเคียงในช่องปากของการฉายรังสีมีอะไรบ้าง


เมื่อมีการฉายรังสีที่ส่วนศรีษะและลำคอ หลาย ๆ คนอาจจะมีอาการระคายเคืองในช่องปาก ปากแห้ง มีความลำบากในการกลืนอาหาร หรือการรับรู้รสชาติที่เปลี่ยนไป การฉายรังสียังเพิ่มโอกาสของฟันผุอีกด้วย ดังนั้นการดูแลฟัน เหงือก ช่องปากและคอจึงเป็นสิ่งสำคัญในระหว่างการฉายรังสี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการรักษามะเร็งและทันตแพทย์เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ที่คุณพบระหว่างและหลังจากการฉายรังสี นอกจากนี้ควรปรึกษาทันตแพทย์ของคุณก่อนที่รับการรักษามะเร็งที่บริเวณศรีษะและลำคอ สิ่งที่คุณทำทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา จะช่วยป้องกันผลข้างเคียงได้

เราจะรักษาสุขภาพปากและฟันที่ดีอย่างไรในระหว่างการรักษา


ควรแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่มหลังอาหาร และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน หลีกเลี่ยงเครื่องเทศและอาหารที่ย่อยยาก เช่น ผักดิบ แครกเกอร์ และถั่ว ควรหลีกเลี่ยงยาสูบและแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ควรเคี้ยวหมากฝรั่งหรือลูกอมที่ปราศจากน้ำตาลเพื่อให้ปากชุ่มชื่น ก่อนที่จะรับการฉายรังสี ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ของคุณทราบเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และควรให้ทันตแพทย์ของคุณคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการฉายรังสีก่อนที่จะเริ่มรับการรักษาด้วย

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รู้เท่าทันโรคมะเร็งปอด

รู้เท่าทันโรคมะเร็งปอด


โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั้งเพศชายและเพศหญิง อย่างไรก็ดี มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะต้นมะเร็งปอดเกิดจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองมาเป็นระยะ เวลานาน จึงอาจเรียกชื่อมะเร็งตามต้นกำเนิดอีกชื่อหนึ่ง ว่า Bronchogenic Carcinoma ซึ่งอาจเกิดในบริเวณหลอดลมใหญ่ใกล้กับขั้วปอด หรืออาจเกิดในหลอดลมแขนงเล็กๆ ส่วนปลายที่ไกลออกมาจากขั้วปอดก็ได้

ชนิดของโรคมะเร็งปอด


โรคมะเร็งปอดเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

โรคมะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

โรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากจะรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
โรคมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่าโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่จะแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด


ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด เช่น บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดมากที่สุด ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่ การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ อายุ ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอด มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการลดปัจจัยเสี่ยงและวางแผนการตรวจสุขภาพ ส่วนผู้ที่เคยได้รับการรักษาโรคมะเร็งปอดมาแล้ว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหลังการรักษา เนื่องจากอาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดได้อีก

การตรวจคัดกรอง


การตรวจคัดกรองจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบและรักษาโรคมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจสอบโรคมะเร็งปอดแบบง่ายหรือด้วยตนเองดังเช่นโรคมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามมีการตรวจสอบใหม่ที่เป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (low-dose helical computerized tomography) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยได้

อาการของโรค


โดยทั่วไปแล้วโรคมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
หายใจมีเสียงหวีด
เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
ไอมีเลือดปน
เสียงแหบ
ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วที่สุด

การตรวจเบื้องต้นและการวินิจฉัย


หากมีอาการที่เข้าข่ายของโรคมะเร็งปอด แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจเสมหะ เอกซเรย์ปอด หากพบความผิดปกติ อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

การตัดชิ้นเนื้อเพื่อวิเคราะห์ (biopsy)
การใช้เข็มขนาดเล็กตัดชิ้นเนื้อ (fine-needle aspiration) แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะที่ช่องอกไปยังปอด และดูดตัวอย่างของเหลวเนื้อเยื่อที่สงสัยเพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยทั่วไปมักทำพร้อมกับการเอกซเรย์หรือ CT scan เพื่อหาตำแหน่งที่ถูกต้องของเนื้อเยื่อที่ต้องการตรวจสอบ
การส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม (bronchoscopy) แพทย์จะทำการสอดท่อขนาดเล็กที่มีไฟผ่านทางจมูกหรือปากเข้าไปสู่ปอด โดยท่อนี้จะสามารถดูดของเหลวหรือตัดชิ้นเนื้อเยื่อที่สงสัยออกมาตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด
การใช้เข็มเจาะช่องเยื่อหุ้มปอดแทงผ่านผนังทรวงอก (thoracentesis) แพทย์จะใช้เข็มเจาะที่ช่องอกบริเวณระหว่างปอดและผนังของช่องอก เพื่อทำการเก็บของเหลวบริเวณดังกล่าวมาตรวจหาเซลล์มะเร็ง
การตรวจช่องกลางทรวงอกโดยการส่องกล้อง (mediastinoscopy) แพทย์จะทำการผ่าตัดบริเวณส่วนบนของกระดูกอก จากนั้นสอดกล้องเข้าไปภายในช่องทรวงอก และนำตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือต่อมน้ำเหลืองออกมาตรวจ
การตรวจช่องทรวงอกโดยการส่องกล้อง (thorocoscopy) แพทย์จะใช้กล้องใส่เข้าทางผนังทรวงอกเพื่อตัดก้อนเนื้อจากปอดไปตรวจ
การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์หาตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้อที่ผิดปกติในบริเวณปอดได้
การตรวจด้วยเครื่อง PET scan (positron emission tomography scan) เป็นการฉีดโมเลกุลของสารกัมมันตภาพรังสีที่รวมกับน้ำตาลเข้าทางเส้นเลือด เซลล์มะเร็งปอดจะดูดซึมเอาน้ำตาลชนิดนี้ไว้อย่างรวดเร็วและมากกว่าเซลล์ปกติ ทำให้เกิดความแตกต่างของการเรืองแสงเฉพาะเซลล์มะเร็ง

ระยะของโรคมะเร็งปอด


ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษา เพราะจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรคหรือการมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

ระยะของโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะจำกัดของขนาดมะเร็ง (limited stage) เป็นระยะที่มะเร็งจะอยู่ในบริเวณปอดเท่านั้น
ระยะการแพร่กระจาย (extensive stage) เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
ระยะของมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก แบ่งเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1

พบมะเร็งเฉพาะที่บริเวณปอดเท่านั้น ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
ระยะที่ 2

- ระยะที่ 2A

มะเร็งมีขนาดเล็กและพบแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด
- ระยะที่ 2B

มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้ว ปอด หรือ เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น เช่น ที่ผนังทรวงอก
ระยะที่ 3

- ระยะที่ 3A

เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอื่นที่ห่างจากปอด หรือ พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองรอบๆ ปอด และเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังผนังทรวงอกหรือบริเวณกลางช่องอก
- ระยะที่ 3B

เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองอีกด้านของช่องอกหรือต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า หรือ มีเนื้องอกมากกว่า 1 ก้อนในปอด หรือ เนื้องอกเจริญเติบโตในอีกด้านของช่องอก เช่น หัวใจ หลอดอาหาร หรือ มีของเหลวที่มีเซลล์มะเร็งอยู่รอบๆ ปอด
ระยะที่ 4

มะเร็งได้กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ กระดูก สมอง

การรักษาโรคมะเร็งปอด


สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

การผ่าตัด


มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอกออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A

การฉายรังสี (radiotherapy)


เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว
การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี

การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)


เป็นการใช้ยากำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด

การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy)


เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ
ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด

การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลตนเองภายหลังการรักษา


-หากยังสูบบุหรี่อยู่ ควรหยุดทันที
-เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้น ควรออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 15-30 นาที เพื่อส่งเสริมการทำงานของปอดและหัวใจให้ดีขึ้น
-พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและป้องกันการเกิดมะเร็งที่อวัยวะอื่น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.bumrungrad.com

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การออกกำลังกายในวัยทำงาน

การออกกำลังกายในวัยทำงาน


                           

สภาพร่างกายของคนวัยทำงานต้องรับภาระหนักทั้งการทำงานภายในบ้านและภายนอก บ้าน ประกอบกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลง คนที่ขาดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกาย    จึงมีอัตราการตายก่อนวัยอันสมควรสูงกว่าคนที่ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว  และจากการศึกษาวิจัย พบว่า       กลุ่มคนที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงานที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยมาก  เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคและเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ มากกว่าคนที่ทำงานใช้แรงงาน

นอกจากนี้อาการที่มักเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงานหรือนั่งทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันได้แก่ ปวดหลัง อ่อนล้า เหนื่อยง่าย สาเหตุของอาการเหล่านี้เกิดมาจากกิจวัตรประจำวันที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย การทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงงานมาก รวมทั้งการนั่งทำงานอยู่กับที่นานเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรนั่งทำงานในท่าหนึ่งท่าใดนาน ๆ และควรหากิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การออกไปเดินผ่อนคลาย การใช้จักรยาน หรือเดินแทนการใช้รถยนต์ หรือการยืดเหยียดร่างกายด้วยการยกน้ำหนักสิ่งของ เช่น ขวดน้ำ 1 ลิตรประมาณ 8 - 10 ครั้ง เป็นจำนวน 2 รอบ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้เป็นการออกกำลังกายประเภทเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเป็นกายบริหารแบบเบาๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยและกล้ามเนื้อตึงตัวได้ในเบื้องต้น แต่เพื่อสุขภาพที่ดีควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคและการออกกำลังที่ใช้แรงอย่าง ต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ๆ ละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของระบบไหลเวียน รวมถึงเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  โดยเลือกออกกำลังกายที่ตนเองชอบ และเหมาะสมกับร่างกาย หรือเคลื่อนไหวออกแรงในชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานบ้าน โดยให้มีการเคลื่อนไหวสะสมการออกแรงอย่างน้อย 30 นาทีต่อหนึ่งวัน  ซึ่งการออกกำลังกายวันละอย่างน้อย          30 นาที  มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1    ขั้นการอบอุ่นร่างกาย  คือ  เริ่มต้นด้วยการบริหารร่างกายเป็นเวลา  5  นาที

ขั้นที่ 2        ขั้นออกกำลังกาย  คือ  ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ตนเองชอบและเหมาะสมกับร่างกาย  เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา  15-20  นาที

ขั้นที่ 3        ขั้นการผ่อนคลาย  คือ  จบการออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่กับที่ช้าๆ  หรือเดินช้าๆ หรือกิจกรรมอบอุ่นร่างกาย

ความจริงของการออกกำลังกายในวัยทำงาน




ทัศนคติของคนในวัยทำงานที่มีต่อการออกกำลังกาย  คือ  “ไม่ค่อยมีเวลา งานกองพะเนิน จะเอาเวลาที่ไหนมาออกกำลังกาย”  คำตอบเหล่านี้มักเป็นคำตอบที่ได้จากกลุ่มคนที่ขยันทำงานทั้งหลาย  หรือกลุ่มคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกาย  ซึ่งท่านทั้งหลายที่ปฏิเสธการออกกำลังกายเหล่านี้  หารู้ไม่ว่าสภาพร่างกายของท่านกำลังเสี่ยงต่อความทรุดโทรมและโรคภัยเบียด เบียนที่มาจากปัจจัยหลายด้าน  เช่น  อายุที่เพิ่มมากขึ้น  โภชนาการที่ไม่เหมาะสม  สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ฯลฯ

ในความจริง  วัตถุประสงค์ของการออกกำลังกายในคนวัยทำงาน  คือ  มุ่งหวังให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ มีควากระฉับ      กระเฉงพร้อมที่จะปฏิบัติงาน และเนื่องจากในวัยนี้เป็นวัยที่มีภาระความรับผิดชอบหลายด้าน  จึงเป็นเหตุให้ได้รับผลดีจากการออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่  ดังนั้นการเลือกประเภทของกีฬาให้เหมาะสมกับเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนในวัยนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการออกกำลังกายแบบสะสมต่อเนื่องอย่างน้อย  30  นาที  เพื่อให้เกิด  การเผาผลาญพลังงานที่เหมาะสมตลอดเวลาในการออกกำลังกาย ซึ่งมีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนในวัยนี้มากมาย  เช่น  เต้นแอโรบิค  วิ่งจ๊อกกิ้ง  เดินเร็ว  ว่ายน้ำ  ทั้งนี้การออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาแต่ละประเภท  มีอัตราการใช้พลังงาน หรือ           การเผาผลาญแคลอรี่แตกต่างกัน  ดังแสดงในตาราง

การออกกำลังกายในวัยทำงาน

 

ตาราง  1  แสดงค่าเฉลี่ยการเผาผลาญแคลอรี่ในการออกกำลังกายประเภทต่างๆ 1 ชั่วโมงต่อ 1 คน

 

 

ทั้งนี้ข้อควรระวังของการออกกำลังกายของคนในวัยนี้  คือ  1)  ควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย              3-5 วันต่อสัปดาห์  วันละอย่างน้อย  30 นาที  2)  ทุกๆ วัน แม้ไม่ได้ออกกำลังกาย  ควรมีการยืดหรือเหยียดกล้ามเนื้ออย่างน้อย  10-15 นาที  3)  การออกกำลังกายไม่ควรหักโหมเกินไป   4)  ภายหลังการออกกำลังกาย ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  และ

การออกกำลังกายในวัยทำงาน_

ตาราง 2  แสดงอัตราการเต้นของหัวใจเมื่อออกกำลังกาย

(ที่มา: National Institution of Health-America)

 

จากตาราง 2  เห็นได้ว่า  ในช่วงอายุที่แตกต่างกัน  จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเมื่อออกกำลังกายที่แตกต่างกัน  ดังนั้นการออกกำลังกายที่ดีจึงควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย  เพื่อผลดีของสุขภาพ  และจากการศึกษาพบว่า มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้เสนอรูปแบบการออกกำลังกายสำหรับคนกลุ่มในวัยทำ งานที่มีเวลาไม่มาก  นั่นคือกายบริหารที่ให้ประโยชน์ในหลายด้านไปพร้อม ๆ กัน ทั้งการเพิ่มการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงให้กับร่างกาย และมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมเมื่อออกกำลังกาย รูปแบบกายบริหารดังกล่าว  เช่น โยคะ  รำมวยจีน  รำไม้พลอง  ฝึกพลังลมปราณ  ทั้งนี้ข้อพึงระวังสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายมาก่อนคือ ควรอบอุ่นร่างกายด้วยกายบริหารแบบเบาก่อน และจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย โดยทำอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์แรกซึ่งอาจใช้เวลาเพียงประมาณ 5 นาที แล้วค่อยเพิ่มเป็น 10, 20 และ 30 นาทีในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป




บทสรุป

การออกกำลังกายในวัยทำงานเพื่อสุขภาพที่เหมาะสม มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการป้องกันและรักษาโรคบางชนิด  เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด  การออกกำลังกายควรเริ่มต้นจากเบาระยะเวลาสั้นและค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเต็มที่ ขึ้นอยู่กับสภาพโครงสร้างของร่างกาย อายุ  และเพศ  ตลอดจนมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง  ซึ่งถ้าคนในวัยทำงานสามารถออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เพิ่ม ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี

การวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี


การวิ่งออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือการวิ่งออกกำลังกาย เพียงแค่คุณมีรองเท้า 1 คู่กับเวลาเท่านั้นเอง แต่การวิ่งออกกำลังกายอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด การออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้นควรใส่เสน่ห์และความคิดสร้างสรรค์ลงไปในโปรแกรมการวิ่งด้วย เช่น เปลี่ยนสถานที่ในการวิ่งเป็นริมหาดชายทะเล เพื่อให้การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่เต็มที่และเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเพลิดเพลินใจ การออกกำลังกายเป็นยาอายุวัฒนะขนานหนึ่งที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพียงแต่มีเวลาและขยันก็เพียงพอแล้ว

ข้อแนะนำในการวิ่ง



- การออกกำลังกายโดยการวิ่งควรเริ่มต้นด้วยการเดินช้าๆ สัก 10 นาที  เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อน (warm up) และช่วยให้ร่างกายพร้อมสำหรับการวิ่ง
- หลังจากนั้นค่อยเริ่มเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ไปเรื่อยๆ แล้วจึงเริ่มออกวิ่ง  เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยก็ให้สลับกับการเดิน
- สำหรับ ผู้ที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ไม่ควรกังวลเรื่องระยะทางที่วิ่งหรือระยะเวลา  จนกว่าร่างกายจะพร้อมจึงสามารถเพิ่มเวลาและระยะทางในการวิ่งขึ้นเรื่อยๆ  แต่ระยะทางที่วิ่งจะต้องเหมาะสม  โดยควรเพิ่มช้าๆ ในแต่ละสัปดาห์
- ระยะ เวลาในการวิ่งที่เหมาะสมของแต่ละคนนั้นก็ไม่เท่ากัน  แต่ที่สำคัญ  ควรวิ่งให้ถูกเวลา  ถ้ารับประทานอาหารมาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ยังไม่ควรวิ่ง  เพราะอาจทำให้เกิดอาการจุกเสียด  แน่นท้อง  หรือท้องอืดท้องเฟ้อ
- เมื่อ ใกล้จะหยุดวิ่งทุกครั้ง  ควรค่อยๆ ลดความเร็วลงหรือเดินช้าๆ ต่ออีกสักพัก  เพื่อปรับสภาพร่างกายให้กลับเข้าสู่ปกติ  และช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการวิ่งด้วย
- การวิ่งควรวิ่งอย่างสม่ำเสมอ  อย่างน้อยอาจจะวิ่งวันเว้นวัน  และวิ่งต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 30 นาที
- ควรวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อนแล้วตามด้วยฝ่าเท้า
- สิ่ง สำคัญสำหรับการวิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม  ควรเลือกรองเท้าสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ  หรือจะเลือกรองเท้าที่ใส่แล้วนุ่มสบายเท้า  กระชับพอดีเท้า  และมีพื้นหนาที่ช่วยลดแรงกระแทกอย่างเพียงพอก็ได้

เทคนิคการวิ่งอย่างถูกวิธีเพื่อรักษาสุขภาพ


ร่างกายของคนเรานั้นถูกออกแบบมาให้ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันพวกเราเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตไปมาก อุปกรณ์ต่างๆ ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์มากขึ้น อย่างจะเปลี่ยนช่องทีวีซักทีก็ต้องมีรีโมต ทำให้ไม่ต้องลุกขึ้นมาเดินเพื่อเคลื่อนไหวและออกแรง ทำให้โรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย

"การวิ่ง"  เป็นวิธีการออกกำลังกายแบบง่ายๆ แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเลยทีเดียว สามารถป้องกันโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ดังนั้น เรามาเรียนรู้วิธีการวิ่งอย่างถูกวิธีเพื่อให้การออกกำลังกายของเรานั้นได้รับประโยชน์สูงสุดกันดีกว่า ควรวิ่งโดยใช้แรงจากโคนขาไม่ควรลงด้วยปลายเท้า วิ่งให้ยาวๆ จนกว่ากล้ามเนื้อจะเมื่อยล้า กล้ามเนื้อจะใช้พลังจาก ไกลโคเจน เมื่อไกลโคเจนหมดกล้ามเนื้อจะเริ่มสะสมและเริ่มสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะมีการสะสมที่มากกว่าเดิม ทำให้เราวิ่งได้ไกลขึ้น วิ่งเร็วๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง การวิ่งเร็วๆ จะทำให้ร่างการทำงานหนักจนรับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้ต้องไปใช้วิธีให้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เล้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เป็นการป้องกันการเป็นโรคหัวใจไปในตัวตามวิถีธรรมชาติ เวลาวิ่งให้หายใจโดยใช้กระบังลม ทุกวันนี้ด้วยชีวิตที่เร่งรีบทำให้คนส่วนใหญ่หายใจแบบตื้นๆ และสั้นๆ ซึ่งไม่ใช่การหายใจที่ถูกต้อง ให้เปลี่ยนมาฝึกหายใจโดยใช้กระบังลม เพื่อให้การหายใจของเรานั้นลึกขึ้น และยาวขึ้น หรืออาจจะฝึกโดยการนอนหงายและนำหนังสือมาวางไว้บนหน้าท้อง สังเกตว่าถ้าหนังสือขยับขึ้นก่อนสูดลมหายใจเข้า และลดลงก่อนหายใจออกเป็นอันว่าใช้ได้

การออกกำลังกายนั้นไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ร่างกายเราก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้นแหละครับ เพียงแค่เราเลือกออกำลังกายให้เหมาะสมกับเรา และออกกำลังกายเป็นประจำ ฝึกให้ตัวเองมีวินัยในการออกกำลังกาย ร่างกายเราก็จะแข็งแรง สุขภาพดี ป้องกันการเกิดโรคภัยต่างๆได้ครับ

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับง่ายๆ กับการออกกำลังกายลดหน้าท้อง

 เคล็ดลับง่ายๆ กับการออกกำลังกายลดหน้าท้อง


สำหรับสาวๆคนไหนที่อ้วนอยู่มีหน้าท้อง แต่อยากลดน้ำหนักและมีหน้าท้องแบนราบ สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณสาวๆ ต้องขยันออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับโดยทั่วกันว่า เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนเบื่อ โดยเฉพาะกับการออกกำลังกายที่ซ้ำๆ จำเจ แถมยังเหนื่อยอีกต่างหาก บางคนก็ไม่มั่นใจว่า วิธีของตัวเองจะช่วยทำให้หน้าท้องแบนราบได้จริงหรือเปล่า วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีออกกำลังกายที่ช่วยลดหน้าท้องให้คุณได้ โดยที่คุณจะไม่เหนื่อยมาก แถมยังสนุกและไม่น่าเบื่ออีกด้วยค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยนะจ๊ะ

1. ระบำหน้าท้อง คุณสาวๆ ต้องสวมวิญญาณสาวอินเดียกันหน่อยแล้ว เพราะการเต้นระบำหน้าท้องเป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อช่วงหน้าท้องได้ดี จึงช่วยกำจัดพุง ลดหน้าท้อง และยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วย นอกจากนี้การเต้นระบำหน้าท้อง ยังช่วยเสริมบุคลิกให้คุณดูเป็นสาวพราวเสน่ห์มากขึ้นด้วย

2. โพลแดนซ์  เป็นการเต้นที่ผสมยิมนาสติก หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันว่าเป็นการออกกำลังกายด้วยการเต้นกับเสา ไม่ได้เป็นการเต้นรูดเสาตามผับตามบาร์อะไรนะคะ แต่เป็นการออกกำลังกายแนวใหม่ที่สาวๆ ทั่วโลกกำลังนิยม เพราะสามารถช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นได้เป็น อย่างดี แถมยังช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจในรูปร่างของตัวเองมากขึ้นด้วย แต่ถ้าใครคิดว่ายากหรือว่าไม่เหมาะกับตัวเอง คุณอาจจะลองเลือกเป็นการเต้นรำซัลซาที่เป็นการเต้นแบบละติน  หรือจะเลือกการเต้นแบบบอลรูมที่ง่ายกว่าก็ได้ค่ะ

3. ว่ายน้ำ หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะช่วยบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยค่ะ และท่าที่เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ คือ ท่ากรรเชียง ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ต้องใช้กำลังมาก แต่กลับเป็นท่าที่สามารถลดและกระชับหน้าท้องได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

และเรายังมีวีดีโอสอนวิธีออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้อง ลดพุง ด้วยนะ



 

หากคุณสาวๆ ที่อยากจะจะมีรูปร่างที่เพรียวกระชับ สมสัดส่วน หน้าท้องแบนราบ เพื่อเอาใว้โชว์หุ่นสวยๆ ให้หนุ่มๆ ดู ต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำนะจ๊ะ นอกจากจะสวยแล้วยังได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถมด้วย