วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โรคไขมันในเส้นเลือดสูง




โรคไขมันในเส้นเลือด



















โรคไขมันในเส้นเลือดสูง


สำหรับโรคไขมันในเส้นเลือดสูงนั้นในปัจจุบันนี้เป็นกันมากเลยครับ เพราะเดี๋ยวนี้เราหันมานิยมกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินน้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ชาเขียว (อันสุดท้ายนี้ผมก็เป็นครับอิอิ อยากได้เงินสักล้านนึง เอาใว้รักษาโรคนะ ) ซึ่งอาหารจำพวกนี้จะมีแต่แป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไขมันในเส้นเลือดสูง พอเราเป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูง เลือดก็จะไหลเวียนไม่สะดวกแล้วก็จะเป็นโรคความดันตามมา ต่อมาก็จะเป็นโรคหัวใจอีก โรคพวกนี้มันจะมากันเป็นเซ็ตแบบนี้แหละ

    โรคไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นระดับโคเลสเตอรอลสูง หรือระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสูงทั้งสองชนิดก็ได้ ภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ไขมันในเลือดมีหลายชนิดแต่ที่สำคัญได้แก่...
1. โคเลสเตอรอล ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองและอีกส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1.1  โคเลสเตอรอลชนิดอันตราย (แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล / LDL) ถ้ามีในระดับสูงเกินไปจะไปสะสมที่เยื่อบุด้านในของหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ตีบ หรืออุดตัน
1.2  โคเลสเตอรอลชนิดดี (เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล / HDL) เป็นชนิดที่มีประโยชน์ ทำหน้าที่นำโคเลสเตอรอลที่เหลือไปทำลายที่ตับ ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลชนิดนี้สูงจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง






































2. ไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและได้รับจากอาหาร  ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้

สาเหตุของการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
2. กินอาหารที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูง หรืออาหารที่ให้พลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย
3. โรคหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคไต ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
4. การดื่มสุราในปริมาณมากเป็นประจำ ทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง
5. ขาดการออกกำลังกาย

อันตรายจากภาวะไขมันในเลือดสูง
ระดับไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ อุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
1. ควบคุมอาหาร

อาหารที่ควรทาน
- นมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย
- เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยแยกเอาไขมันและหนังออกให้หมด ถั่วเมล็ดแห้ง
- ข้าวที่ไม่ขัดสีมาก ขนมปังโฮลวีท
- ผักสดต่าง ๆ รวมทั้งกระเทียม ข้าวโพด
- ผลไม้ไม่หวานจัด
- ใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำ ประกอบอาหาร
- อาหารประเภทต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง อบ ย่าง (ไม่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ)
- ไขมันจากปลาทะเล สามารถลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ ทำให้เกล็ดเลือดจับตัวน้อยลง
- อาหารที่มีไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร) สูง จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ทำให้การดูดซึมลดลง
- อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ แบ่งอาหารตามปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร






























อาหารที่ไม่ควรทาน
- อาหารที่มีไขมันมาก ได้แก่ อาหารทอด เช่น ไก่ทอด ไข่เจียว กล้วยแขก แกงกะทิ หลนต่าง ๆ ไส้กรอก กุนเชียง
- เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง แฮม เบคอน หมูยอ
- อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก หอยนางรม
- ขนมหวานที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล และกะทิหรือมะพร้าว เช่น กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง ข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ
ข้าวโพดคลุกมะพร้าวน้ำตาล
- ขนมที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น ขนมขบเคี้ยว โดนัท เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม
- ไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น เนย มันหมู มันวัว มันไก่

ตัวอย่างอาหาร ตามปริมาณของโคเลสเตอรอลในอาหาร 100 กรัม (เท่ากับ 1 ขีด)





































2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันละ 30 นาที เป็นการเพิ่มการเผาผลาญอาหาร  ช่วยลดโคเลสเตอรอลและเพิ่มระดับเอชดีแอลในเลือด ซึ่งเป็นตัวป้องกันการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
3. งดสูบบุหรี่ บุหรี่ทำให้เอชดีแอลในเลือดต่ำลง และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
4. ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน
5. ปรึกษาแพทย์ ติดตามดูระดับไขมัน  บางรายอาจต้องใช้ยาช่วยลดระดับไขมัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ชี้แนะและติดตามผลการรักษาต่อไป

ตอนนี้ผมก็มีไอ้โรคไขมันในเส้นเลือดสูงอยู่ในตัวอันนึงละ  ตอนนั้นระดับโคเลสเตอรอลสูงถึง 294 ไปหาหมอที่คลีนิค หมอก็ให้ยามากิน 1 เดือน พอไปตรวจก็ลดลงเหลือ 190 แล้วก็กินอาหารแบบเดิม ระดับโคเลสเตอรอล มันก็ขึ้นมาอยู่ประมาณ 240 นี้แหละ ผมยอมรับเลยครับว่าตอนนั้นขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ เดี๋ยวจะรอผลตรวจโรคประจำปีของโรงงานช่วงปลายปี ว่ามันจะเหลือเท่าไหร่กันแน่

ขอบคุณข้อมูล

โดย พญ. พร้อมพรรณ พฤกษากร
แพทย์อายุกรรมต่อมไร้ท่อ ศูนย์ศรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาการโรคภูมิแพ้และการรักษาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้

 อาการโรคภูมิแพ้และการรักษาโรคภูมิแพ้


เนื่องจากในปัจจุบัน โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อย สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วัยเด็กเล็ก สำหรับตัวผมเองนั้นก็ไม่เคยคิดเลยนะครับว่าจะเป็นโรคนี้ ผมมีลูกชายคนโต ตอนเด็กนั้นเขาจะเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องพาไปหาหมอที่คลีนิคเพื่อรักษาตัวเป็นประจำ คงจะเกิดจากที่ว่า ตอนลูกชายเกิดนั้นได้กินนมแม่แค่เดือนเดียวเอง เลยมีภูมิต้านทานโรคน้อย ลูกชายผมจะแพ้นมวัว หมอเขาให้กินแต่นมถั่วเหลือง เพราะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้นี้จะกินนมวัวไม่ได้ ถ้าช่วงหน้าหนาว เขาจะไม่สบายบ่อยมากเพราะภูมิต้านทานน้อย พอโตขึ้นมาร่างกายมีภูมิต้านทานมากขึ้น ก็แข็งแรงดี ไม่ค่อยเป็นโรคอะไรแล้วละ  แต่ผมดันมาเป็นแทนลูกเสียแล้วละ ผมพึ่งสังเกตตัวเองเมื่อ2 ปีที่แล้ว เพราะจะชอบเล่นอินเตอร์เน็ตตอนกลางคืนพร้อมกับทำงานไปด้วย พอตกดึกๆเท่านั้นแหละ ทั้งไอ ทั้งจาม ฟุดฟิด น้ำหูน้ำตาไหล แถมยังมีอาการตอนเช้าอีกรอบ ตอนที่เป็นนั้นหน้าฝนพอดี นึกว่าคงจะเป็นหวัดมั้ง  แต่พอหมดหน้าฝนแล้วอาการดังกล่าวก็ไม่หาย  ก็เลยไปหาหมอ หมอก็เลยให้ยามากิน ซึ่งการกินยานั้นมันแค่คุมอาการของโรคไม่ให้มันกำเริบ พอหยุดกินยาเท่านั้นแหละ โรคก็กลับมาอาการกำเริบอีก มาดูกันว่าโรคภูมิแพ้มันเป็นยังไงบ้าง

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่เยื่อบุของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น สารก่อภูมิแพ้มี 2 ประเภท ได้แก่
1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่  อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น


ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการตามอวัยวะที่เกิดการอักเสบจาการกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น

ผิวหนัง จะทำให้เกิด โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับแขนขา หรือลำตัว เป็นต้น
เยื่อบุจมูก จะทำให้เกิด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรัง ร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก
เยื่อบุตาขาว จะทำให้เกิด โรคเยื่อบุตาขาวอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อย ๆ
เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิด โรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี๊ด
เยื่อบุทางเดินอาหาร จะทำให้เกิด โรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลด ร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด


ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคภูมิแพ้ แต่ปัจจัยต่อไปนี้อาจเกี่ยวข้อง กับการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่
1.ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ผู้ ป่วยโรคภูมิแพ้มักมีประวัติบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดเดียวกับที่บิดาหรือมารดาเป็น หรือไม่ได้แพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกับที่บิดาหรือมารดาแพ้ได้ พบว่าผู้ป่วยที่บิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ร้อยละ 20-40 และมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ร้อยละ 50-80 ในกรณีที่บิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้

  2.ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษ ในอากาศ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ เป็นต้น รวมถึงวิถีชีวิตของประชากรที่เปลี่ยนจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง ทำให้มารดาไม่สามารถให้นมบุตรได้ในช่วงแรกคลอด หรือความเร่งด่วนในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้จำเป็นต้องรับประทานอาหารจานด่วนหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทแป้งและไขมัน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ร้อยละ 15 ไม่ได้มีบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้


ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคภูมิแพ้

ข้อสังเกตสำหรับผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ คือ ผู้ป่วยมักมีอาการน้ำมูกใส ๆ  จาม คันจมูกหรือคัดจมูกเรื้อรัง โดย ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการคันเคืองตาร่วมด้วย อาการดังกล่าวมักเป็นมากในช่วงหัวค่ำ หรือหลังจากตื่นนอนตอนเช้าเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่อากาศค่อนข้างเย็น โดยที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือเสมหะเขียว เป็นต้น

นอกจากอาศัยการสังเกตอาการและอาการแสดงที่พบบ่อยของโรคภูมิแพ้แล้ว แพทย์อาจสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ในกรณีที่ตรวจพบโรคที่พบร่วมกับโรคภูมิแพ้ได้บ่อย เช่น 
โรค เยื่อบุตาขาวอักเสบภูมิแพ้ โรคโพรงไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ หรือภาวะนอนกรนในเด็กจากโรคต่อมอะดีนอยด์โต ซึ่งเป็นโรคที่ตรวจพบร่วมได้บ่อยในผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ โรค แพ้อากาศ ซึ่งเป็นโรคที่ตรวจพบร่วมได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหืด และโรคแพ้อาหารที่ตรวจพบร่วมได้บ่อยในผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น



ทราบได้อย่างไรว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้อะไรบ้าง สามารถทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดได้จาก
1. การทดสอบผิวหนัง
  2. การตรวจเลือด การทดสอบผิวหนังจะให้ผลการตรวจที่แม่นยำกว่าการตรวจเลือด แต่ผู้ป่วยเด็กมักไม่ให้ความร่วมมือในการทดสอบ


การ ตรวจเลือดจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังชนิด รุนแรง จนไม่สามารถหยุดรับประทานยาแก้แพ้ได้ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยจำเป็นต้องหยุดรับประทาน ยาแก้แพ้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำการทดสอบผิวหนัง หรือกรณีผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ไม่มีผิวหนังปกติมากพอที่จะทำการ ทดสอบผิวหนัง

โรคภูมิแพ้รักษาได้อย่างไร

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อมๆกับโรค เพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การ ปฏิบัติตนข้อนี้นับว่าสำคัญมาก เนื่องจากการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยลดปริมาณการ สร้างสารแพ้ ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดน้อยลง และผู้ป่วยสามารถลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อควบคุมอาการของโรค

2. การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ รวม ถึงผู้ป่วยสามารถล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และบริหารยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจากการรักษาโรคภูมิแพ้ผู้ป่วยจำเป็นต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และบริหารยาพ่นผ่านทางจมูกและปากนอกเหนือจากการรับประทานยา ฉะนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษารวมถึงผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้ป่วยจำเป็นต้องคอยให้ความรู้ ความเข้าใจ และตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการบริหารยา เนื่องจากการบริหารยาไม่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับยาตามขนาดที่แพทย์ ต้องการ

3. การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ รับ ประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้งและไขมันจนมากเกินไปที่จะทำให้เกิด โรคอ้วน และทำให้การรักษาโรคภูมิแพ้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือควันจากการประกอบอาหาร เป็นต้น


การฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร

การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการฉีดวัคซีนนั้น ปัจจุบันสามารถทำการรักษาได้ในโรคภูมิแพ้  2 โรค คือ โรคแพ้อากาศ และโรคหืด

หลักการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ คือ แพทย์ผู้ทำการรักษาจะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้ให้แก่ผู้ป่วย และจะเพิ่มปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ฉีดทีละน้อย โดยหวังผลว่าร่างกายของผู้ป่วยจะลดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าว ทำให้มีการสร้างสารแพ้ในร่างกายลดลง และอาการต่าง ๆ ของโรคภูมิแพ้ลดน้อยลงตามลำดับภายหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการฉีดวัคซีนแพทย์จะทำการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็น ระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี ส่วนผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนภายหลังการรักษาแล้ว 1 ปีแพทย์จะหยุดทำการรักษา

กรณีที่ผู้ป่วยมารับการฉีดวัคซีนไม่ตรงนัดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการ ฉีดวัคซีนในครั้งถัดไป รวมถึงทำให้ระยะเวลาการรักษาต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม เนื่องจากแพทย์มีความจำเป็นต้องเริ่มต้นทำการฉีดวัคซีนใหม่ในบางขั้นตอน


ข้อบ่งชี้สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยการฉีดวัคซีน
1. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเต็มที่แล้ว ไม่สามารถที่จะควบคุมอาการของโรคได้ดี
2. ผู้ป่วยที่เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขนาดสูงเพื่อควบคุมอาการของโรคอย่าง ไรก็ตามผู้ป่วยไม่ควรงดการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ในขณะที่ทำการรักษา โดยการฉีดวัคซีนควบคู่กันไป
3. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ตนเองแพ้ได้ในชีวิตประจำวัน
4. ผู้ป่วยที่ไม่ร่วมมือในการใช้ยา หรือกังวลผลข้างเคียงของการใช้ยาพ่นสเตียรอยด์


ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน แบ่งได้เป็น 2 กรณี
1. ผลข้างเคียงเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะมีอาการปวด, บวม, แดง และร้อน ในตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนการให้ยาแก้ปวด, ยาแก้แพ้ และการประคบด้วยความเย็น จะสามารถช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เหล่านี้ให้แก่ผู้ป่วยได้
2. ผลข้างเคียงชนิดรุนแรงผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการภายใน 20-30 นาทีภายหลังการฉีดวัคซีนอาการได้แก่ หน้ามืด, ใจสั่น และเวียนศีรษะ เนื่องความดันโลหิตลดลงอาการจุกแน่นหน้าอก, หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินหายใจอาการผื่นลมพิษขึ้น ทั่ว ๆ ตัว ร่วมกับอาการบวมของเปลือกตาผู้ป่วยจะต้องรีบเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จนกว่าอาการต่าง ๆ จะดีขึ้น


ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการวัคซีน หากปฏิตนให้อยู่ในหลักสำคัญดังกล่าวข้างต้น 3 ข้อ คือ
  1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ รวมถึงสารระคายเคืองต่าง ๆ 
2.ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ


เพียงแค่เราปฏิบัติตนเพียงเท่านี้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็สามารถที่จะดำเนินชีวิตได้อย่าง ปกติสุข และสามารถที่จะเรียน หรือปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ แต่ที่สำคัญเลยคือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ซึ่งตอนนี้ตัวผมเองก็ได้ซื้อจักรยานเสือภูเขามาปั่นออกกำลังกายแล้วเพราะเมื่อก่อนจะวิ่งออกกำลังกาย วิ่งได้แค่วันละ 2 กม. ก็เหนื่อยแล้ว พอมาปั่นจักรยานแล้วดีกว่ากันเยอะเลย น้ำหนักตัวลดไป 2 กก. รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามาก เพราะถ้าหากรางกายเราแข็งแรงแล้ว โรคภัยต่างๆก็มาเบียดเบียนเราได้ยากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มารู้จักโรคสะเก็ดเงิน ( Psoriasis ) กันดีกว่า

 

โรคสะเก็ดเงิน

มารู้จักโรคสะเก็ดเงิน ( Psoriasis ) กันดีกว่า


ผมเคยพูดถึงเรื่องโรคสะเก็ดเงินกันไปแล้วนะครับ แต่วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโรคสะเก็ดเงินนี้กัน  โรคสะเก็ดเงิน ( Psoriasis )หรือโรคเรื้อนกวาง เป็น โรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบบนผิวหนัง โรคนี้มักไม่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญมากนัก รวมทั้งคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ทั้งๆ ที่โรคนี้ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วยและคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่พบว่าผู้ป่วยจะมีอาการเป็นผื่นปื้นแดง มีสะเก็ดขุยหนาหลุดลอก เนื่องจากผิวหนังมีวงจรการผลัดเซลล์ผิวที่สั้นลง ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยถึงร้อยละ 3 ของประชากรโลก องค์กรอนามัยโลกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของโรคสะเก็ดเงินจึงจัดตั้งให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสะเก็ดเงินโลก

โรคสะเก็ดเงิน พบได้ทั้งในเด็กและผู้ป่วย ทั้งหญิงและชาย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20-50 ปี ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับอาการของผมเลยนะครับ ผมเริ่มเป็นโรคนี้อายุ 20 กว่าๆ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มักพบว่าจะเกิดกับผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน รวมถึงมีปัจจัยบางอย่างที่มากระตุ้น เช่น ความเครียด การสูบบุหรี่ การบาดเจ็บของผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงระดับ ฮอร์โมน (ผื่นมักเริ่มเกิดในช่วงแตกเนื้อหนุ่มหรือเป็นสาว) และยาบางชนิด ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น

ทำไมถึงเรียกว่า “โรคสะเก็ดเงิน”?
เหตุที่เรียกโรคนี้ว่า “โรคสะเก็ดเงิน” เพราะลักษณะของผื่นในโรคนี้จะเป็นปื้นหรือตุ่มสีแดงขอบเขตชัดเจน บนผิวของผื่นผิวหนังอักเสบของโรคนี้จะมีสะเก็ดสีขาวคล้ายเงินปกคลุมอยู่ ศาสตราจารย์กิติคุณนายแพทย์สุนิตย์ เจิมสิริวัฒน์จึงให้ชื่อโรคนี้ว่า“โรคสะเก็ดเงิน” เมื่อแกะเกาสะเก็ดให้หลุดลอกออกจากผิวหนังจะเห็นจุดเลือดออกบนผิวของผื่นที่ อักเสบแดง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีตุ่มหรือปื้นแดงที่มีสะเก็ดสีขาวให้เห็นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรค

โดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินมักไม่พบที่บริเวณใบหน้า นอกจากนี้เมื่อผื่น สะเก็ดเงินหายแล้ว จะไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่ สำหรับอาการของโรคสะเก็ดเงิน แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่

1.ชนิดผื่นหนา (Plaque psoriasis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดประมาณ 80% ของคนไข้ โดยจะเป็นผื่นแดงหนา ขอบเขตชัด ขุยหนา สีขาวหรือสีเงินจึงได้ชื่อว่า “โรคสะเก็ดเงิน” พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ลำตัว แขนขา โดยเฉพาะบริเวณ ข้อศอก และหัวเข่าซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเสียดสี

2.ชนิดผื่นขนาดเล็ก (Guttate psoriasis) จะเป็นตุ่มแดงเล็กคล้ายหยดน้ำขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีขุย ผู้ป่วยมักมีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน

3.ชนิดตุ่มหนอง (Pustular psoriasis) จะเป็นตุ่มหนองกระจายบนผิวหนังที่มีการอักเสบแดง ในรายที่เป็นมากอาจมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งพบได้น้อยมาก โดยส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

4.ชนิดผื่นแดงลอกทั่วตัว (Erythrodermic psoriasis) เป็นสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง ผิวหนังมีลักษณะแดงและมีขุยลอกเกือบทั่วพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจเกิดจากการขาดยาหรือมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วยบางรายพบการอักเสบของข้อร่วมอยู่ด้วย พบได้ทั้งที่เป็นข้อใหญ่ และข้อเล็ก อาจเป็นข้อเดียว หรือหลายข้อก็ได้ ส่วนใหญ่การอักเสบของมือจะเกิดที่ข้อนิ้วมือ ซึ่งหากเป็นเรื้อรังจะให้เกิดการผิดรูปได้

สำหรับแนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค หากมีความรุนแรงน้อย จะใช้รักษาโดยใช้ยาทา แต่หากมีความรุนแรงมาก ให้รักษาโดยใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอาทิตย์เทียม หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่างยารับประทานและฉายแสงอาทิตย์เทียม ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการรักษาแต่ละประเภทสำหรับผู้ ป่วยแต่ละคน

1. ยาทาภายนอก มีหลายชนิด ได้แก่ ยาทาคอติโคสเตียรอยด์ น้ำมันดิน แอนทราลิน อนุพันธ์วิตามินดี และยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor (tacrolimus, pimecrolimus) เป็นยากลุ่มใหม่ที่นำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาทาคอติโค สเตียรอยด์ แต่ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากยามีราคาแพง

2. ยารับประทาน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทยมี 3 ชนิดได้แก่ เมทโทเทรกเสท อาซิเทรติน และ ไซโคลสปอริน

3. การฉายแสงอาทิตย์เทียม เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีในการรักษาสะเก็ดเงิน โดยจะใช้รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต A และรังสีอัลตราไวโอเลต B

4. ยาฉีดชีวภาพ เป็นการรักษามีใช้มาประมาณ 10 ปี เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนอง หรือมีผลข้างเคียงจากการรักษา 3 ชนิดข้างต้น

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน

สำหรับคำถามที่ผู้ป่วยและญาติมักถามแพทย์ผู้ให้การรักษาบ่อยที่สุด คือ โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ คำตอบที่ผู้ป่วยและญาติ ได้รับคือ "โรคนี้ไม่หายขาด จะเป็นตลอดชีวิต หรือเป็นๆ หายๆ" ซึ่งเป็นคำตอบที่สร้างความทุกข์ทรมานจิตใจให้แก่ผู้ป่วยและญาติ เป็นอย่างมาก ผู้ป่วยที่ได้รับคำตอบเช่นนี้บางรายล้มเลิกการรักษา สิ้นหวังหมดอาลัยตายอยากต่อชีวิต บางรายเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษา เพื่อหาคำตอบที่มีความหวังมากกว่า และบางราย เปลี่ยนไปใช้การแพทย์ทางเลือก สิ่งที่ผู้ป่วยและญาติต้องพิจารณาคือ การเป็นโรคสะเก็ดเงิน เกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ ทั้งลักษณะทางพันธุกรรม และสภาพแวดล้อมผู้ป่วยที่จะทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบขึ้น หรือสงบลง รวมทั้งจิตใจของผู้ป่วย แต่ละปัจจัยดังที่กล่าวนี้ เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว จะมีปัจจัยย่อยอีกมากมาย เช่น ลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแต่ละคนก็แตกต่างกัน ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า มียีนที่มีแนวโน้ม ที่จะเกิดโรคสะเก็ดเงิน มากกว่า ๙ ยีน โดยปัจจัยด้านยีนเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ต้องยอมรับ นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินจะเกิดอาการกำเริบ เมื่อมีปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มากระทบผู้ป่วย ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยดังกล่าวได้มากเท่าใด ผื่นผิวหนังอักเสบหรืออาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อจากโรคสะเก็ดเงิน ก็มีโอกาสหายหรือลดน้อยลง ผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้ป่วย บิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ผู้ร่วมงาน รวมทั้งแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย จึงต้องเรียนรู้บทบาทของตัวเองว่า จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร ดังนั้นคำถามที่ว่า โรคสะเก็ดเงินสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เพียงตอบว่า หายขาดหรือไม่ แต่เป็นคำตอบที่ขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ญาติพี่น้อง และแพทย์ผู้ดูแลรักษาว่า มีความรู้เรื่องปัจจัยที่ทำให้โรคเกิดขึ้น หรือกำเริบ มากเพียงใด หากสามารถช่วยกันทำให้ปัจจัย ที่ทำให้เกิดโรค หมดไปอย่างต่อเนื่อง โรคสะเก็ดเงินก็จะหายไปได้ในที่สุด

ตอนที่ผมเป็นโรคสะเก็ดเงินแรกๆนั้น จะมีผื่นขนาดเล็กเป็นขุยๆ และตุ่มแดงๆ ตามลำตัว ข้อศอก ใบหู ศีรษะ หัวเข่า ก้น ซึ่งก็ถือว่าอาการไม่รุนแรงมากเท่าไหร่ แต่มันรำำคาญและอายคนอื่นครับ ก็ได้ไปหาหมอ หมอก็ให้ยามาทาบริเวณที่เป็น แต่มันจะมีอาการรุนแรงมากช่วงหน้าหนาวครับ ผื่นนี่ขึ้นเต็มเลย ผมมีเพื่อนคนนึงเป็นโรคนี้เหมือนกัน อาการหนักเลยครับ เป็นผื่นใหญ่มาก หมอต้องให้ยาทาและกินด้วย   ซึ่งปัจจุบันนี้ อาการโรคสะเก็ดเงินของผมก็ทุเลาลงมากครับ เพราะได้กินอาหารเสริมควบคู่กับการทายา อาหารเสริมที่ว่าคือ น้ำมันรำข้าวอมสตาร์ (Vital star)  ซึ่งประโยชน์ของน้ำมันรำข้างมีดังนี้

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดย รศ.ดร. สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะบดีคณะแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และ 1 ใน 12 ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของสหประชาชาติผู้วิจัยน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจนโด่งดังขายดีมากใน U.S.A.และยุโรปโดยสรุปน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดูแลสุขภาพ 4 เรื่อง ดังนี้

1. เรื่องเกี่ยวกับสมอง ช่วยลดอาการเครียด ปวดหัว ไมเกรน นอนไม่หลับ ความจำเสื่อมเสริมสร้างเซลล์สอง โดยรับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล,เย็น 2 แคปซูล)หลังอาหาร ภายใน 1-2 วันจะเห็นผลชัดเจนในเรื่องของความเครียดนอนไม่หลับ
*หากใครทาน 4 แคปซูลต่อวันแล้วมีอาการมืนงง ให้ลดเหลือ 2 แคปซูลเนื่องจากคนๆนั้นตอบสนองต่อน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดีมากจนเส้นเลือดในสมองขยายตัวมากเกินไปจนเลือดไปเลี้ยงสมองมากเกินไป (แต่จำนวนน้อยมากๆที่มีอาการเช่นนี้)

2. โรคเสื่อม เช่น ไขมันในเส้นเลือด ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ เก๊า อัมพฤต มือเท้าชาอาการวัยทอง ให้ทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผล ให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)โรคมะเร็งขั้นที่ 1-2 รับประทานเป็น 9 แคปซูลในสัปดาห์ที่ 2

3. โรคอักเสบ เกี่ยวกับข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ อื่นๆ รับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผลให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)

4. การต้านอนุมูลอิสระจะมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระดีกว่าพวกน้ำมันตับปลาถึง 60 เท่าทำให้อาการที่เกิดจากอนุมูลอิสระไปทำลายจนโรคเสื่อมเกิดน้อยลง เช่นหากอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ตับอ่อน ทำให้การสร้างอินซูลินบกพร่อง จึงเกิดเบาหวานหากไปทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดรอยแผลที่ผิวหลอดเลือด ทำให้ไขมันไปเกาะง่ายจึงเกิดไขมันอุดตัน

ตอนแรกที่ได้กินน้ำมันรำข้าวก็เนื่องจากไปทำธุรกิจขายตรงของบริษัทนี้ ก็เลยต้องลองผลิตภัณฑ์ของเขา พอผมเลิกทำธุรกิจขายตรงก็เลยเลิกกิน แต่พอเลิกไปสักปี สังเกตตัวเองว่ามีอาการของโรคหนักขึ้นกว่าตอนที่เรายังกินน้ำมันรำข้าวอยู่ ก็เลยต้องกลับมากินเหมือนเดิมเพราะตอนนี้มันมีโรคมาเพิ่มในตัวเองอีก 2 อย่างคือ ภูมิแพ้และคลอเรสเตอรอลสูง เอาใว้ว่ากันบทความหน้านะครับ

 

 

เคล็ดลับ 13 วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน


เคล็ดลับ 13 วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน



วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน




เดี๋ยวนีอากาศเมืองไทยร้อนมากๆเลย วันนี้ผมมีวิธีดูแลสุขภาพของเราในหน้าร้อนมาฝากกัน เพื่อให้คุณได้สู้กับอากาศร้อนๆของเมืองไทย มี 13 วิธีดังนี้





1. ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ ถูกต้อง แต่วิธีการให้ความเย็นแทนที่ที่มีความเย็น ฯลฯ นับว่าไม่เหมาะสม

2. เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถเลือกได้

วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน

3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่อแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้

4. การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ

วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน

5. อย่างด อาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการ สารอาหาร เพื่อกระตุ้น ระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วย ควบคุมน้ำหนัก ด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยง อาหาร จำพวก แป้งขัดขาว หรือ ของทอด ของมัน หากควบคุมอาหาร แล้วยังรู้สึก ท้องอืด และ อึดอัด อยู่ เม็กซ์ ทอมลินสัน นักโภชนาการ แนะนำให้ดื่ม น้ำชา เปปเปอร์มิ้นต์ ช่วยขับลม จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

6. ดูแลสุขภาพของเด็กโดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทางเดิน

7. หญิงตั้งครรภ์กับการปฏิบัติตัวในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป

8. บุคคลที่ต้องระวังให้มาก คนสูงอาย ุผู้ที่มีระบบย่อยที่ไม่ดี และคนที่มีม้ามบกพร่อง ผู้ที่มีลักษณะสามอย่างที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาการที่แสดงออก คือ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน เป็นต้น

9. อย่าทา ครีมกันแดด อย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้ทาให้ทั่วถึงแม้แต่ ในร่มผ้า ด้วย โดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และหลัง ว่ายน้ำ แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ตาม โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier

วิธีดูแลสุขภาพในหน้าร้อน 5

10. อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์ หงุดหงิด และ หดหู่ (SAD – Seasonal Affective Disorder) จากสถิติ ผู้หญิงจะเป็นมากกว่า ผู้ชาย ดังนั้นลองออกไป เดินเล่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงที่คนไม่มาก สิ่งสำคัญคือ พยายาม กระฉับกระเฉง เข้าไว้

11. หากผิวแสบร้อนจาก การโดนแดด แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้กิน ยาแอสไพริน เพื่อลด อาการเจ็บปวด แล้วลองแช่ตัว ใน อ่างน้ำ อุณหภูมิร่างกาย โดยใส่ ออยล์ สำหรับ แช่อาบ จากนั้น บำรุงผิว ด้วย โลชัน ที่มีส่วนผสมของ ว่านหางจระเข้ หรือ อาฟเตอร์ซันเจล และหลีกเลี่ยงแดด ในวันถัดไป

12. ลองทำ สเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียม อย่างง่าย ๆ คือ น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่ เอสเซ็นเชียลออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ 2 หยด และ สเปียร์มิ้นต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ใน กระบอกฉีด สำหรับพกติดตัว

13. หากต้องออกไปเผชิญ อากาศร้อน ภายนอก ควรใช้ เครื่องสำอาง เนื้อครีม ที่ปัจจุบันมี เนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามัน ปัดทับด้วย บรอนเซอร์ หรือ แป้งชนิดฝุ่น

หากทำตามนี้ เราก็สามารถมีสุขภาพที่ดีถึงแม้ว่าอากาศมันจะร้อนก็ตามที

ที่มา : sanook

เคล็ดลับการเลือกกินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด

กินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด

    เคล็ดลับการเลือกกินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด


วันนี้จะมาแนะนำการกินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด     เพราะว่าอาหารนี่แหละที่เป็นแหล่งของพลังงานในการดำรงชีวิตในแต่ละวันของ มนุษย์ ซึ่งหากว่าเราได้กินอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของเราแล้ว ก็จะสามารถนำสารอาหารที่ได้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

แนะนำเคล็ดลับในการเลือกกินผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด เพื่อให้ทุกคนได้เลือกกินผลไม้ที่เหมาะสมกับร่างกายตัวเอง

เริ่มที่ กรุ๊ป A จะเป็นกรุ๊ปที่มีปริมาณกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบย่อยไม่ดีเท่าที่ควร จึงไม่เหมาะกับอาหารพวกเนื้อหรือนมที่ย่อยยาก แต่จะเหมาะกับอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารพวกผัก-ผลไม้มากกว่า จึงสามารถกินผลไม้ได้หลายชนิด โดยเฉพาะพวกสับปะรด และเชอร์รี่ รวมถึงผลไม้อื่นๆ ที่มีกรดสูง จะได้ช่วยเข้าไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยในการย่อยอาหารต่างๆ ได้

กรุ๊ป B ส่วนใหญ่จะเป็นคนอ้วนง่าย เนื่องจากร่างกายมีระบบย่อยที่ดีแต่ร่างกายเผาผลาญไม่ดี รวมถึงมีปัญหาภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี ทำให้เป็นหวัดง่าย เป็นภูมิแพ้ และมักจะปวดตามข้อ คนกรุ๊ปนี้จึงต้องเลือกผลไม้ที่จะช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย เช่น สับปะรด กล้วย มะละกอ องุ่น เนื่องจากย่อยง่ายและสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็ว

ส่วน กรุ๊ป O เป็นพวกที่อยู่ตรงข้ามกับกรุ๊ป A ในกระเพาะอาหารมีกรดปริมาณมาก จึงเหมาะกับการย่อยเนื้อสัตว์ แต่ระบบเผาผลาญในร่างกายไม่ดีทำให้อ้วนได้ง่าย ผลไม้ที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้จึงต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีกรดสูง แต่จะเหมาะกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ และเกรปฟรุ๊ต เพราะจะช่วยสร้างสมดุลในกระเพาะได้ ไม่ทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง

และ กรุ๊ป AB เป็นกรุ๊ปลูกผสมระหว่าง A และ B เรื่องของการกินจึงต้องมีการผสมผสานกันไปด้วย คนกรุ๊ปนี้มักจะมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันและมีกรดในกระเพาะต่ำ จึงต้องกินผักและเนื้อให้สมดุลกัน สำหรับผลไม้ที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้ ได้แก่ องุ่น พลัม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด และส้มโอ ที่จะช่วยรักษาสมดุลในกระเพาะอาหารได้

ผลไม้นี่ควรกินเป็นประจำทุกๆวันเลยยิ่งดีนะครับ ถึงจะไม่มีผลไม้ตามกรุ๊ปเลือด  เอาเท่าที่มี ก็กินได้ประโยชน์เหมือนกัน

แนะนำ 9 วิธีในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

 

อาหารเพื่อสุขภาพ

แนะนำ 9 วิธีในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี


คนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องกินอาหารกันทุกวัน วันละ 3 มื้อ อาหารที่กินก็ขึ้นอยู่กับฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว แต่วันนี้จะมาแนะนำการกินอาหารอย่างไร เพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี มี 9 ข้อ ดังนี้

1.  กินอาหารครบ 5 หมู่  แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
ข้อแนะนำนี้เป็นข้อแนะนำหลัก  ยึดอาหารหลัก 5 หมู่  และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย      ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด     น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวะสุขภาพ  ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารได้เหมาะสม  จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม  มีรูปร่างที่ไม่อ้วนหรือผอมเกินไปและมีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่  หากสังเกตเห็นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากน้ำหนักปกติ  แสดงให้เห็นว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไปแล้ว ควรจะต้องหันมาควบคุมลดปริมาณให้น้อยลง  โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เสื้อผ้าคับก่อนที่เริ่มรู้สึกตัวเพราะเสื้อผ้าสมัยใหม่มักนิยมใช้สายยืดเพื่อให้สวมใส่สบาย
หรือหากพบว่าน้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ  ก็ควรต้องให้ความสนใจพร้อมทั้งสังเกตว่ามีการอ่อนเพลีย ง่วง ซึม หรืออาการที่แตกต่างไปจากปกติเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ถ้ามีอาการมากควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ  สำหรับเด็ก ร่างกายมีการเจริญเติบโต น้ำหนักตัวควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่เหมาะสม     ดังนั้น ควรหมั่นชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง

2.  กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของคนไทย  จึงให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลัก  ถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว
ส่วนอาหารแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ให้กินเป็นบางมื้อ  อาหารแป้งเป็นอาหารที่ผ่าน-การแปรรูป ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว

3.  กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ
อาหารหลัก 5 หมู่  ของไทยมีเอกลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดแยกพืชผัก และผลไม้เป็นอาหารหลักคนละหมู่
เนื่องจากประเทศไทยมีพืชผักและผลไม้อุดมสมบูรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตลอดปี
พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คือ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร และให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหาร เช่น
สารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์   ช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์  ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใส ไม่แก่เกินวัย  นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรที่ช่วยรักษาสุขภาพ


4.  กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน  ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
เป็นการกินอาหารที่ให้โปรตีน  โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ชนิดต่างๆ  สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรกินเป็นประจำ เด็กควรกินวันละฟอง  ผู้ใหญ่ภาวะปกติควรกินวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง ส่วนคนที่มีปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือดควรลดปริมาณลง


5.  ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
บางคนอาจมองเห็นว่าน้ำนมเป็นอาหารของต่างชาติ  ไม่ควรส่งเสริมการบริโภค  น่าจะให้คนไทยไปบริโภคอาหารอย่างอื่นจะดีกว่า   อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาโดยรวม จะเห็นได้ว่าน้ำนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สมบูรณ์  เป็นแหล่งอาหารของโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้น้ำนมเป็นอาหารที่กินง่าย ราคาไม่แพงเกินไป มีหลายชนิดหาได้ทั่วไป จีงเป็นการสะดวกที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับคนทุกวัย
ในกรณีที่ห่วงว่าคื่มนมมากๆ อาจทำให้อ้วน ผู้บริโภคสามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมันได้ และในเวลาเดียวกันควรควบคุมปริมาณไขมันในอาหารชนิดอื่นด้วย เพราะเพียงไขมันจากน้ำนมอย่างเดียวไม่น่าที่จะทำให้เกิดโรคอ้วนปริมาณที่แนะนำคือ เด็กควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว   ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว


6.  กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
ถึงแม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโภชนาการ เช่น โรคอ้วน  ภาวะไขมันในเลือดสูงที่นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้  แต่ร่างกายต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน
เพียงแต่จะต้องควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม  ลดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น หมูสามชั้น ขาหมูพะโล้
และอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร

7.  หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด
ส่วนประกอบสำคัญของอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด  ได้แก่  น้ำตาล และเกลือแกง  ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 2 ชนิดเมื่อบริโภคมากเกินไป
พบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง
วิธีปฏิบัตินอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัดและเค็มจัดแล้ว  ผู้บริโภคควรพยายามรับประทานอาหารที่มีรสธรรมดา
ไม่ควรที่จะต้องเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มเติมในอาหารที่ปรุงแล้ว หรือหันมากินอาหารแบบไทยเดิม ที่มีกับข้าวหลายชนิดเพื่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลาย

8.  กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม  อาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม สะอาด มีฉลากที่ถูกต้อง บอกวันหมดอายุ ส่วนประกอบ ชื่ออาหาร สถานที่ผลิต
นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การใช้ช้อนกลาง
หรือใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารมากกว่าการใช้มือ

9.  งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล
เมื่อดื่มมาก จะมีผลทำให้การทำงานของระบบสมองและประสาทช้าลง  ทำให้เกิดการขาดสติได้ง่าย  ที่จะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ      เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและการขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิดดังนั้นควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด


ทั้ง 9 ข้อนี้ เป็นแนวทางเพื่อให้ท่านได้นำไปใช้ในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคต่างๆครับ

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์ของวิตามิน D ( Vitamin D )

Vitamin D



ประโยชน์ของวิตามิน D ( Vitamin D )




เมื่อก่อนเราเชื่อกันว่า วิตามิน D มีหน้าที่เฉพาะเรื่องกระดูกกับแคลเซียม โดยไปช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม รักษาระดับแคลเซียมในเลือดและช่วยให้กระดูกแข็งแรง

การศึกษาใหม่ๆพบว่า วิตามินD ส่งผลต่อการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆไปทั่วร่างกาย เช่น มีตัวรับวิตามินD ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อทั่วไป ฯลฯ

คนทั่วโลกประมาณ1,000 ล้านคนจาก6,868,165 คน คิดเป็น14.56% ขาดวิตามิน D, หรือคนบนโลก7 คนจะมีคนขาดวิตามินD จำนวน 1 คน

ภาวะขาดวิตามิน D เพิ่มเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกผุ(ขนาดที่ป้องกันได้ดี คือ 800 หน่วยสากล(IU)/วันหรือประมาณเท่าวิตามินรวมทั่วไป 2 เม็ด ลดเสี่ยงกระดูกหักได้ประมาณ 20%),โรคหัวใจ มะเร็งหลายชนิด โรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ฯลฯ

วิตามินD ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ทั้งในนักกีฬาและคนสูงอายุ,กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น จะทำให้การหกล้ม เกิดขึ้นน้อยลง และโอกาสกระดูกหักจากการล้มก็ลดน้องลงด้วย

วิตามิน D เป็นกลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำมัน(A, D, E, K)


ต้องกินพร้อมอาหารไขมันต่ำจึงจะดูดซึมได้ดี

การศึกษาหนึ่งพบว่า การกินวิตามิน D ขนาดสูงครั้งเดียวเพิ่มเสี่ยงกระดูกหัก,กลไกที่อาจเป็นไปได้ คือ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารขนาดสูงจะปรับตัวลดการดูดซึมไปอีกนาน ทำให้ขาดวิตาิมินในระยะยาว ทางที่ปลอดภัยคือ ควรกินวิตามินD ขนาดไม่สูง เป็นประจำ

คนที่ขาดวิตามินD เพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ 2 เท่า,กลไกที่เป็นไปได้ คือภาวะขาดวิตามินD เพิ่มเสี่ยงโรคความดันเลือดสูง และหลอดเลือดแดงเสื่อมสภาพ

คนที่ขาดวิตามินD เพิ่มเสี่ยงมะเร็งเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม ฯลฯ,ภูมิต้านทานโรคลดลง เสี่ยงโรคติดเชื้อเช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่
(ถ้าได้รับมากพอ,อาจลดเสี่ยงได้ถึง 40%)ฯลฯ, โรคมัลทิเพิล ไมอีโลซิส
(multiple myelosis / MS – ปลอกประสาทเสื่อมสภาพ), เบาหวานชนิดที่ 1
(พบในเด็กหรือคนอาุยุน้อย),


กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินD สูงได้แก่


(1). คน
ที่อยู่เหนือเส้นสมมติที่ลากผ่านซานฟรานซิสโก-ฟิลาเดลเฟียในสหรัฐฯ
และเส้นสมมติที่ลากผ่านเอเธนส์ (กรีซ) ไปปักกิ่ง (จีน) > สรุป คือ
เขตอบอุ่นตอนเหนือและเขตหนาว

(2). ได้รับแสงแดด (อย่างน้อยควรเปิดแขนที่ไม่ทายากันแดด) น้อยกว่า 15 นาที/วัน
* เมฆหนาทึบลดปริมาณ UV ลง 50%
* ร่มเงาลดปริมาณ UV ลง 60%

(3). ผิวสีเข้ม

(4). ทายากันแดด > ยากันแดดลดปริมาณ UVB ที่ใช้ในการสังเคราะห์วิตามินD ลงไปมากกว่า90%

(5). น้ำหนักเกินหรืออ้วน > วิตามินนี้ละลายในน้ำมัน,เมื่อน้ำมันในร่างกายมีมากขึ้นจะทำให้วิตามินสูญ เสียไปกับการละลายในเนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น เหลือที่ใช้งานได้น้อยลง

(6). อายุมากขึ้น(มากกว่า 50 ปี) > การสังเคราะห์วิตามินที่ผิวหนังลดลง การแปรรูปให้วิตามินทำงานได้ดีขึ้นที่ตับและไตลดลง

(7). อยู่หลังกระจกทั้งวัน > กระจกส่วนใหญ่ยอมให้ UVA ผ่านได้ ทว่า… ไม่ยอมให้ UVB ที่ช่วยสร้างวิตามิน D ผ่าน

(8). สวมเสื้อแขนยาว > ทำให้ผิวหนังได้ัรับแสงแดดน้อยลง

(9). ได้รับวิตามิน D จากอาหารน้อย เช่น นม โดยเฉพาะนมเสริมวิตาิมิน D,
น้ำมันตับปลาหรือตับ (การกินขนาดสูง หรือกินนานอาจทำให้เกิดพิษจากวิตามิน A
เกินได้), ปลาทะเล, กุ้ง, ไข่ ฯลฯ

(10). ภาวะที่ผิวแห้งจากการใช้สบู่มากหรือนานเกิน อาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่น คนสูงอายุ ทำให้การสังเคราะห์วิตามิน D ที่ผิวหนังลดลง

ปกติร่างกายต้องหลั่งสารก่อนวิตามิน D ไปในไขมัน สังเคราะห์เมื่อถูกแดด แล้วจึงดูดซึมไขมันกลับพร้อมกับรับวิตามิน D


วิธีป้องกันการขาดวิตามินD ที่สำคัญได้แก่


(1). รับแสงแดดอ่อน (ก่อน 9.00 น. หรือหลัง 16.00 น.) 15 นาที/วัน
สวมเสื้อแขนสั้นหรือกางเกงขาสั้นเมื่อออกไปรับแสงแดดอ่อน และไม่ทายากันแดด

(2). ระวังอย่าให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน

(3). กินอาหารที่มีวิตามิน D โดยเฉพาะอาหารทะเล นมเสริมวิตามิน D พร้อมอาหารไขมันต่ำ

(4). ไม่ใช้สบู่มากเกิน ไม่ถูสบู่นาน และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น-แช่น้ำอุ่น

(5). ป้องกันโรคตับ (วิตามิน D ต้องผ่านการแปรรูป 2 ครั้ง ที่ตับและไต จึงจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่)

สาเหตุโรคตับที่พบบ่อยคือ ไวรัสตับอักเสบ
(ชนิด A ติดต่อทางอาหาร น้ำดื่มการใช้ภาชนะร่วมกัน, ชนิดที่เหลือส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนิดB,C ติดต่อทางเลือด สารคัดหลั่งและการสำส่อนทางเพศ)การไม่ดื่ม(แอลกอฮอล์)หนัก

ระวังโรคไขมันเกาะตับ
(พบบ่อยในคนที่ดื่มเหล้า-เบียร์-ไวน์, อ้วนลงพุง ออกกำลังน้อย เบาหวาน)

(6). ป้องกันโรคไต ซึ่งสาเหตุสำคัญในไทยมาจากโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน กรวยไตอักเสบที่รักษาไม่ครบ นิ่ว และโลหะหนัก

ตัวอย่างเช่น การได้รับสารตะกั่วจากหมึกพิมพ์ ฯลฯซึ่งป้องกันได้ด้วยการล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหาร-ดื่มน้ำ,ไม่ควรกิน อาหารที่ห่อหรือสัมผัสกระดาษหนังสือพิมพ์

(7). การกินวิตามินรวมที่มีวิตามิน D (ไม่จำเป็นต้องแพงมีขายนับเป็นร้อยเม็ดที่ร้านขายยา) วันละ 1-2เม็ดพร้อมอาหารไขมันต่ำเป็นทางเลือกที่น่าจะดีทางหนึ่ง

เมื่อรู้ว่าวิตามิ D มีประโยชน์ เราก็ควรกินอาหารที่มี วิตามิ D ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนะครับ

ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่าน ก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ที่มา นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 11 กันยายน 2553.